5 เรื่องที่ต้องรู้ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเชือด ไบรท์ตัน

ลิเวอร์พูล ยังทำได้ดีอีกครั้ง เมื่อพวกเขาเอาชนะ ไบรท์ตัน ได้ 1-0 จากประตูเดียวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในครึ่งแรก ส่งผลให้พวกเขาเป็นทีมแรกที่ชนะรวด 3 นัด กลับไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราวแทน แมนฯ ซิตี้ ที่เสมอไปก่อนหน้านี้ ส่วน ไบรตัน ร่วงไปอยู่ที่ 12 มี 3 คะแนน

  •  เดี๋ยวทุกคนก็ลืม คาริอุส

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น ลิเวอร์พูล กำลังจะปล่อยตัว ลอริส คาริอุส อดีตมือ 1 ทีมให้กับ เบซิคตัส ยืมตัวไปเล่นในลีกตุรกี 1 ฤดูกาล ซึ่งข่าวดังกล่าวดูจะสร้างความตกใจให้แฟนบอล หงส์แดง อยู่เหมือนกัน เพราะใคร ๆ ก็คิดว่า คาริอุส อาจจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในบอลถ้วยฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของ อลิสซอน ในเกมนี้ดูท่าจะทำให้ทุกคนลืมความสงสารต่อ คาริอุส ไปได้เลย เขาเล่นบอลอย่างมั่นใจ กล้าออกมาตัดบอลนอกกรอบประตูแบบโกลสมัยใหม่ แม้จะมีจังหวะเกือบผิดพลาด 2-3 ครั้ง แต่เขาก็ยังตัดบอลแจ่ม ๆ ชดเชยได้อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะการกระดกบอลหลบผู้เล่น ไบรตัน นั่นแหละ

  •  สเตอร์ริดจ์ คือไม้ตาย

ในยามที่สามประสานเริ่มหมดมุก การส่ง แดเนียล เสตอร์ริดจ์ คือทางแก้ชั้นเยี่ยมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะช่วยให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล คงความอันตรายต่อไปจนจบเกม

สเตอร์ริดจ์ ถูกส่งลงมาแทน มาเน ในช่วงกลางครึ่งลัง หลังจากที่กองหน้าชาว เซเนกัล เริ่มทำอะไรคู่แข่งไม่ได้ และไม่กี่นาทีต่อมา สเตอร์ริดจ์ ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ทันที เขาเล่นกับ เฮนเดอร์สัน และ มิลเนอร์ ได้ดี ช่วยให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล กลับมาสดใสอีกครั้ง และเกือบจะทำประตูได้ด้วยในเกมนี้ หากไม่ใช่ว่า แม็ต ไรอัน นั้นทำหน้าที่ได้ดีเหลือเกิน หากเขาถูกส่งลงมาเร็กว่านี้ ลิเวอร์พูล อาจได้ประตูเพิ่มอีกลูกก็เป็นได้

  •  ซาลาห์ ยังต้องปรับอีกเล็กน้อย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นคนที่ได้โอกาสทำประตูมากที่สุดคนนึงในฤดูกาลที่แล้ว แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่สไตรเกอร์ตั้งแต่แรก ทำให้เขามักยิงพลาดอยู่บ่อย ๆ แม้จะเป็ดางซัลโวสูงสุดของลีกก็ตาม

ในเกมนี้ก้เช่นกัน ซาลาห์ ใช้โอกาสแรกของเขาเปลี่ยนเป็นประตูขึ้นนำให้ทีมทันที แต่เขาน่าจะยิงได้อีกซักลูกสองลูกด้วยซ้ำในเกมนี้ หากไม่ยิงนกตกปลาไปเสียก่อน

โดยเฉพาะในท้ายครึ่งหลังที่มีโอกาสยิงในเขตโทษแบบไม่มีใครกดดันแล้วแท้ ๆ แต่เจ้าตัวดันยิงออกไปไหนไม่รู้ ชนิดที่ไม่ต้องลุ้นให้ แม็ต ไรอัน เซฟด้วยซ้ำ

  •  เกมกลางสนาม – ความแตกต่างระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ยูไนเต็ด

ไบรท์ตัน ทำได้ดีทีเดียวในการต้านเกมรุกของ ลิเวอร์พูล หากไม่นับจังหวะที่พวกเขาพลาดกันเองจนเสียประตูขึ้นนำ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ ไบรตัน ไม่สามารถเล่นเกมสวนกลับใส่ ลิเวอร์พูล แบบที่ทำกับ แมนฯ ยู ได้ก็คือเกมกลาวสนาม

ในเกมที่แล้ว สามประสาน ป็อกบา, เปเรย์รา และ เฟร็ด ดักบอลกลางสนามไม่ได้เลย แถมแนวรับคู่กลางอย่าง ไบญี กับ ลินเดเลิฟ ก็ไม่สามารถเก็บบอลได้อีกด้วย นั่นทำให้ ไบรตัน สามารถเจาะ แมนฯ ยู ได้ถึง 3 ประตูในครึ่งแรก ในขณะที่เกมนี้ ลิเวอร์พูล สามารถต้านเกมสวนกลับของ ไบรตัน ไม่ให้สวนกลับได้ทันควัน เริ่มตั้งแต่สามประสานแดนหน้าที่คอยไล่บอลไม่หยุดจน ไบรตัน ออกบอลยาก แถมสามกองกลางอย่าง เกอิต้า, มิลเนอร์ และ ไวจ์นัลดุม ยังขยันไล่บอลสุด ๆ ผิดกับ เฟร็ด, ป็อกบา และ เปเรย์รา ที่ขยับน้อยกว่ากันเยอะ ท้ายที่สุด ฟาน ไดจ์ค กับ โกเมซ นั้นเล่นได้นิ่งมาก ๆ และสามารถตัดบอลได้เกือบทุกครั้ง หากใครซักคนในทีม ลิเวอร์พูล เล่นพลาดไปแม้แต่นิดเดียว พวกเขามีสิทธิ์ลงเอยแบบเดียวกันกับที่ แมนฯ ยู เจอมาแล้วก็เป็นได้

  •  วินัยเกมรับ (และโชคอีกนิดหน่อย) คือปัจจัยที่ทำให้ทีมเล็กสู้ทีมใหญ่ได้

แม้พวกเขาจะแพ้ในเกมนี้ แต่ ไบรท์ตัน สมควรได้รับคำชมทีเดียวที่สามารถหยุดการต่อบอลของสามประสาน ลิเวอร์พูล ได้เกือบอยู่หมัด และช่วยให้พวกเขาเสียประตูไปเพียงลูกเดียวในเกมนี้

ลิเวอร์พูล พยายามเดินหน้าต่อบอลกันตั้งแต่นาทีแรก แต่หลาย ๆ จังหวะ พวกเขาไม่สามารถที่จะหาช่องจบสกอร์หรือทะลุเข้าพื้นที่อันตรายได้ ส่วนบางจังหวะที่พวกเขาได้โอกาสจบสกอร์ ลิเวอร์พูล ก็ทำพลาดกันเอง เช่นจังหวะโหม่งของ มาเน ในครึ่งแรก หรือโอกาสของ ฟีร์มิโน และ ซาลาห์ ในครึ่งหลัง และท้ายที่สุด การเซฟอันยอดเยี่ยมของ ไรอัน ก็ช่วยทีมได้เช่นกัน และประตูทีเสียไปในครึ่งแรกก็มาจากความผิดพลาดที่พวกเขาเสียบอลในแดนตัวเองจนโดนโต้กลับในที่สุด หากพวกเขาไม่เสียบอลจังหวะนั้น ไบรตัน อาจทำเรื่องช็อคสองนัดติดก็เป็นได้