post

บาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าวเรื่องที่กำลังติดตามดูฟอร์มหนึบของ จอร์แดน พิคฟอร์ด

 

เมื่อบาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าวเรื่องที่กำลังติดตามดูฟอร์มหนึบของ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน และทีมชาติอังกฤษ ในช่วงฟุตบอลโลก 2018 ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-15 กรกฎาคมนี้ ที่ประเทศรัสเซีย หลังจากที่ส่งสายลับแอบไปดูลีลาการเฝ้าเสากับต้นสังกัดมาตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมาไปก่อนหน้านี้แล้ว

เดอะ ซัน สื่อดังเมืองผู้ดีได้รายงานข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า “เสือใต้” กระทำการดังกล่าวเนื่องจากหวั่นเกรงอนาคตของ มานูเอล นอยเออร์ มือกาวหมายเลข 1 ของตนเอง ที่หายหน้าหายตาไปนาน 8 เดือน หลังจากที่มีอาการเจ็บเท้า ทั้งๆ ที่ ณ ปัจจุบัน นอยเออร์ ก็ยังคงติดโผทีมชาติเยอรมันชุดเวิลด์คัพฉบับหมีขาว เนื่องจากกุนซือ โยอาคิม เลิฟ ยังคงไว้วางใจเหมือนเดิมนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น สเวน อูลริช นายด่านสำรอง ยังทำพลาดมหันต์ส่งผล บาเยิร์น ตกรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยน้ำมือของ เรอัล มาดริด จึงทำให้แชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่ปรารถนาจะเจอะเจอเรื่องเศร้าแบบเดิมๆ อีก โดยมองว่า พิคฟอร์ด นี่แหละคือเป้าหมายอันดับ 1 หลังพัฒนาการโดดเด่นตั้งแต่ย้ายมาจาก ซันเดอร์แลนด์ ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,290 ล้านบาท) ในซีซั่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายด่าน “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” วัย 24 ปี ดูเหมือนจะได้เป็นโกลมือ 1 “สิงโตคำราม” ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งน่าจะมีโอกาสสร้างความประทับใจให้ บาเยิร์น ได้อีกมากโขเลยทีเดียว รายงานระบุว่า เอฟเวอร์ตัน น่าจะต้องการค่าตัวมากกว่าที่จ่ายไปราวๆ หนึ่งเท่าตัว หรือ 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,580 ล้านบาท) และ บาเยิร์น น่าจะพร้อมสู้ราคา โดยเฉพาะหากมีทีมไหนรับเซ้ง นอยเออร์ ไปร่วมทีมต่อไป

post

ข่าวด่วน!ลิเวอร์พูลเตรียมส่งโจ โกเมซเข้าผ่าตัดแล้ว

ข่าวด่วน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้ตัดสินใจส่งตัว โจ โกเมซ ปราการหลังของทีมเข้ารับการผ่าตัดแล้ว ภายในหลังอาการกระดูกขาร้าวของเขาฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากว่าที่คิดกันเอาไว้เยอะ

ทาง ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตัดสินใจส่งตัว โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของทีม เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกขาร้าว หลังเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บพักยาวมา โดยดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ได้รับบาดเจ็บตรงจุดดังกล่าวจากเกมลีกนัดที่ ลิเวอร์พูล บุกไปชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-1 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้เอง

อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บของ โจ โกเมซ ดูจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากว่าที่คาดคิดเอาไว้ จนถึงขนาด เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีม ออกมายอมรับว่า ลูกทีมของเขาอาจจะถึงขั้นจำเป็นต้องรับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกขาร้าว

ซึ่งตอนนี้สโมสรก็ได้ตัดสินใจ ดำเนินการขั้นตอนนี้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเชื่อว่าหลังการผ่านตัดจะได้เห็น กองหลังดาวรุ่งคืนทีมได้ก่อนจบซีซั่น

post

ลิเวอร์พูลวืดแชมป์ลีก

อยู่ดีๆ แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขวา “ปีศาจแดง” ก็พูดความในใจถึงเหตุการณ์ที่ “เดอะ ค็อป” อยากจะลืมในเกมที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกัปตันทีม “หงส์แดง” ลื่นล้มจนสุดท้ายวืดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฟันธงคนอื่นก็ผิด

แกรี่ เนวิลล์ ตำนานกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยความในใจที่ปิดบังซ่อนเร้นมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล พลาดท่าลื่นล้มในเกมปะทะ เชลซี เมื่อปี 2014 ที่สนาม แอนฟิลด์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้น “หงส์แดง” พลาดตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2013-14 ไปในบั้นปลาย

ขณะที่กำลังเสมอกันอยู่ 0-0 จู่ๆ เจอร์ราร์ด ก็สูญเสียการครองบอลกลางสนาม เปิดโอกาสให้ เดมบ้า บา กองหน้าชาวเซเนกัล ฉกลูกบอลเข้าไปยิงผ่านมือ ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยียม ตุงตาข่ายท้ายครึ่งแรก

ก่อนจะลงเอยด้วยชัยชนะของ “สิงห์บลูส์” 2-0 โดย วิลเลี่ยน ปีกทีมชาติบราซิล ซัดปิดกล่องช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+4

ขณะที่ “สตีวี่ จี” ต้องแบกรับเสียงตำหนิอื้ออึงมาตลอดนั้น อดีตแบ็กขวา “ปีศาจแดง” กลับเชื่อว่า มิโญเล่ต์ น่าจะทำได้ดีกว่านั้น พลางฟันธงเปรี้ยงว่าหากตอนนั้น ลิเวอร์พูล มีนายด่านอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบ “เซเลเซา” ก็คงจะเซฟเอาไว้ได้โดยละม่อมไปแล้ว

กูรูลูกหนังคนดังกล่าวผ่านรายการ มันเดย์ ไนท์ ฟุตบอล ทางช่อง สกาย สปอร์ตส์ ว่า “ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ เพราะตอนนั้นมันถือว่าเป็นแผลลึกสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด โดยส่วนตัวเลยทีเดียว”

“ผมคิดว่านายประตูคนนั้นควรจะทำได้ดีกว่านั้นนะ ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน ถ้ามีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้แล้ว ผมคิดว่า อลีสซง น่าจะเซฟได้ ผมคิดว่ามีโอกาส 8 จาก 10 ที่เขาจะป้องกันเอาไว้ได้ ผมคิดว่ามันเป็นลูกยิงทื่อๆ ของ เดมบ้า บา ผมไม่คิดว่าเขาดูจะมั่นใจอะไรเลย มันเข้าไป และไม่มีใครเคยโทษ มิโญเล่ต์ สำหรับประตูนั้นเลย”

“ผมไม่คิดว่าคุณจะไปตำหนิอะไรเขาได้ ผมไม่คิดว่าคุณจะพูดได้หรอกนะว่าเขาผิด แต่ อลีสซง น่าจะเซฟลูกนั้นได้” เนวิลล์ผู้พี่ ทิ้งท้าย

post

ฟิออเรนติน่า หวังเซ็น “มาร์โควิช” ร่วมทัพในซัมเมอร์หน้านี้

      ตามรายงานของ สกายสปอร์ต นั้น เนื่องด้วย ฟิออเรนติน่า ทีมดังแห่ง เซเรียอา ยังคงมีความสนใจที่จะคว้าตัวนักเตะที่ถูกลืมของ ลิเวอร์พูล อย่าง ลาซาร์ มาร์โควิช มาร่วมทีม

        เรื่องราวมีอยู่ว่า มาร์โควิช ไม่ได้อยู่ในแผนของ เยอร์เกน คล็อปป์ อย่างชัดเจนหลังถูกส่งไปยืมตัวหลายฤดูกาลติดต่อกัน

ไม่ก็ต้องไปเล่นกับทีมสำรองของสโมสร ดังนั้นหากเขาอยากลงสนามกับทีมชุดใหญ่ก็จำเป็นต้องย้ายทีมเท่านั้น

    และซึ่งในตอนนี้กองกลางชาวเซิร์บเองก็กำลังเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ชุดยู-23 หลังจากที่เพิ่งพลาดย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

            ในขณะที่ มาร์โควิช เองก็กำลังจะหมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล ในช่วงหลังจบฤดูกาลนี้ ทำให้เขาจะสามารถตกลงกับสโมสรต่างประเทศได้ในช่วงเดือนมกราคมเลย

              ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหากเลือกย้ายไป ฟิออเรนติน่า ก็เชื่อว่า มาร์โควิช เองก็จำเป็นจะต้องลดค่าเหนื่อยของตัวเองลงด้วย เนื่องจากสโมสรในอิตาลีไม่ได้เงินถุงเงินถังเหมือนทีมในพรีเมียร์ลีก นั่นเอง

post

รอสส์ บาร์คลี่ย์ จะแย่งตัวจริงเชลซีได้หรือไม่

ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเขาจะแย่งตัวจริงจาก มาเตโอ โควาซิช ได้หรือไม่

    ใครที่ติดตามกัลโช่ เซเรีย อา น่าจะพอทราบมาบ้างว่า เมาริซิโอ ซาร์รี่ เป็นกุนซือที่ไม่เน้นโรเตชั่นเท่าไหร่

หากมี 11 ผู้เล่นในดวงใจเขามักจะยึดชุดเดิมไม่ค่อยเปลี่ยน ยกเว้นมีคนบาดเจ็บหรือไม่ฟิตค่อยว่ากัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการคุม เชลซี คงยังห่างไกลเรื่องการยึด 11 ตัวจริงแบบตายตัว โดยเฉพาะตำแหน่งมิดฟิลด์

ก่อนอื่นต้องอธิบายบทบาทมิดฟิลด์ในแผนของ ซาร์รี่ ก่อนว่าเป็นอย่างไร?

จอร์จินโญ่ คือคนที่ยังไงเสียก็ไม่มีทางโดนดร็อป เพราะเปรียบเสมือนตัว ซาร์รี่ ที่ลงไปเล่นเองในสนาม

หน้าที่ของเขาคือคุมจังหวะเกม และพยายามผ่านบอลในจังหวะที่ใช่ นอกจากนี้ สกายสปอร์ตส์ ยังเคยทำบทวิเคราะห์ด้วยว่า จอร์จินโญ่ ไม่ได้แค่ผ่านบอลอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนออกคำสั่งเพรสซิ่งในแดนกลางด้วย

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ปรับบทบาทจากกองกลางตัวรับมาเป็น บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ ซึ่งยังต้องปรับเรื่องเกมรุกอีกหน่อย แต่โดยรวมมีทิศทางที่ดีและต้องยึดตัวจริงเหมือนจอร์จินโญ่

ทว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกมเนี่ยแหละที่เลือกลำบากมาก เพราะต้องแข่งกันระหว่าง มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์

ช่วงปรีซีซั่นทีมเริ่มต้นด้วย บาร์คลี่ย์ แต่พอยืมตัว โควาซิช มาจากเรอัล มาดริด ทำให้มิดฟิลด์ชาวโครแอตยึดตัวจริงได้สำเร็จ โดยเป็นตัวจริงไปแล้ว 6 นัด

ข้อดีของ โควาซิช คือเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นเนียนตา มีทักษะการเลี้ยงบอลที่ดี ผ่านบอลไม่หวือหวาแต่ก็ทำให้เพื่อนเล่นง่าย หรือจะเป็นทักษะเกมรับที่พัฒนาขึ้นมาจากการเล่นให้ราชันชุดขาว

โควาซิช เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลจากการเป็นเชิงรุกเต็มตัวเลยนะครับ เรียกว่าบ้าเลี้ยงหนักมาก แต่มาปรับสไตล์ตอนเป็นลูกทีมซีเนดีน ซีดาน เนี่ยแหละ

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะเล่นได้ไหลลื่นจน เชลซี มีสถิติครองบอลต่อเกมมากเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก (เป็นรองแค่เรือใบสีฟ้า) ทว่าจุดอ่อนของ โควาซิช คือการมีอิมแพคต่อเกมครับ

เล่นดีและช่วยเพื่อนได้ทุกเวลา แต่หากต้องถามถึงสกอร์หรือแอสซิสต์จากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกม ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่จุดเด่นเท่าไหร่

เชื่อหรือไม่ว่าสมัยอยู่ มาดริด เจ้าตัวกระทุ้งตาข่ายในลา ลีกา สเปน 1 ประตูเท่านั้น จากการลงสนาม 63 นัด ส่วนแอสซิสต์ก็ผลิตออกมาแค่ 6 ครั้ง

จุดนี้ต้องบอกว่าน้อยจริงแหละครับ เพราะหากดูจากตำแหน่งเดียวกันในสมัยที่ ซาร์รี่ เป็นเทรนเนอร์นาโปลี ปรากฏว่า มาเร็ค ฮัมซิค ซัลโวไปถึง 25 ประตู จากการลงเล่น 3 ฤดูกาลในยุคของซาร์รี่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสให้ บาร์คลี่ย์ ได้พิสูจน์ตัวเองบ้าง หลังจากที่สภาพร่างกายกลับมาฟิตสมบูรณ์

บาร์คลี่ย์ เป็นมิดฟิลด์ที่สามารถมีชื่อบนสกอร์บอร์ดทั้งคนยิงประตู หรือแอสซิสต์ได้ทุกเวลา

สมัยเล่นให้ เอฟเวอร์ตัน เขาคือศูนย์กลางของทีม, เล่นด้วยความมั่นใจ, กล้าเลี้ยงบอลแหวกคู่แข่ง และมีทีเด็ดคือยิงไกลตัดสินผลแข่งขันได้

สถิติเมื่อเล่นให้ เชลซี แบบร่างกายสมบูรณ์จึงเปลี่ยนออกมาเป็น 3 ประตู 3 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้

จังหวะการเล่นไม่เนียนตาเท่าโควาซิช แล้วก็ไม่สามารถคัฟเวอร์เพื่อนได้ทุกเวลา แต่หากต้องถามถึงการสร้างความแตกต่างให้ทีม บาร์คลี่ย์ ดูจะเด่นกว่า โควาซิช พอสมควร

เกี่ยวกับฟอร์มที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ เลยมีกูรูหลายคนที่ออกมาชื่นชม ซึ่งผมค่อนข้างชอบ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่วิจารณ์เฉียบขาด

คาร์ราเกอร์ บอกว่าสมัยเล่นให้ทอฟฟี่สีน้ำเงิน บาร์คลี่ย์ มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ เช่น จังหวะที่ควรส่งก็เลือกเลี้ยงบอล หรือบางจังหวะที่ควรลากลุยเข้าไปก็ดันส่งง่ายๆ แทน แต่เวลานี้ บาร์คลี่ย์ ตัดสินใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีความฟิตที่มากกว่าเก่าด้วย

ตำนานกองหลังหงส์แดงยังบอกด้วยว่า หากวัดกันที่ความสามารถล้วนๆ บาร์คลี่ย์ ดูดีกว่า เจสซี่ ลินการ์ด หรือเดเล่ อัลลี่ ด้วยซ้ำไป แต่จำเป็นต้องปรับสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งเหมือนที่ ลินการ์ด และอัลลี่ สอบผ่านไปแล้ว ซึ่งหากสามารถปรับเรื่องนี้ได้ บาร์คลี่ย์ จะเป็นนักเตะที่อังกฤษขาดไม่ได้ในอนาคต

ซาร์รี่ เองก็ชื่นชมหลังจบเกมที่ เชลซี บุกไปถล่มเบิร์นลี่ย์ 4-0 เช่นกัน โดยระบุว่า บาร์คลี่ย์ เล่นเกมรับได้ดีขึ้น และเริ่มเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบแล้ว

เมื่อทุกอย่างออกมาดีแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ในระยะยาว ซาร์รี่ จะเลือกใครเป็นตัวจริงระหว่าง บาร์คลี่ย์ หรือโควาซิช?

ฟอร์มเวลานี้ บาร์คลี่ย์ ดูดีกว่า แต่ประโยชน์ของ โควาซิช ก็ยังยากที่จะดร็อปเป็นตัวสำรอง

เบื้องต้นผมมองว่า ซาร์รี่ อาจเลือกใช้งานตามแท็กติกไปก่อน เช่น หากเป็นเกมที่ยึดอิทธิพลกลางสนามแข่งกันคงต้องใช้ โควาซิช มาคอยเชื่อมเกม แต่หากเป็นแมตช์ที่ต้องใช้มิดฟิลด์เติมขึ้นไปช่วยแนวรุกยิงประตูก็หยิบ บาร์คลี่ย์ ขึ้นมาใช้ได้

การแข่งขันแบบนี้ก็เหมือนตำแหน่งปีกที่หากต้องเน้นเลี้ยงบอลก็เลือก วิลเลี่ยน ลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งปีกขวา แต่หากต้องการเพิ่มมิติหุบเข้ามายิงประตูก็เลือก เปโดร โรดริเกซ ที่มีเซนส์การจบสกอร์สูงเป็นพิเศษ

ทว่าเมื่อผ่านไปสักพักต้องมีใครสักคนที่เป็นตัวจริงบ่อยครั้งกว่าอยู่แล้ว ซึ่งผมมองว่าจุดที่จะใช้ตัดสินระหว่าง บาร์คลี่ย์ กับ โควาซิช คือใครจะพัฒนาจุดด้อยได้ก่อนกัน?

หากมิดฟิลด์ชาวโครแอตยกระดับการยิงประตูหรือแอสซิสต์ได้เร็วก็มีโอกาสยึดตัวจริงกลับมาได้ หรือหาก บาร์คลี่ย์ พัฒนาเรื่องความเนียนตาและครองบอลให้เหนียวแน่นก็มีโอกาสได้เล่นเป็นตัวหลักต่อไป

ใครแก้จุดด้อยตัวเองได้เร็วกว่าก็คือคนที่ชนะใจซาร์รี่ได้ ซึ่งผมคิดว่าของแบบนี้พัฒนากันได้จริงๆ นะครับ เหมือนกับที่ ก็องเต้ มีพื้นฐานจากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่พอได้เรียนรู้กับ ซาร์รี่ เพียงไม่กี่เดือนเขามีสถิติจ่ายบอลสร้างโอกาส 1.3 ครั้งต่อเกม เป็นรองเพียง วิลเลี่ยน และเอแด็น อาซาร์ เท่านั้น

บอกเลยว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกมคงเป็นเรื่องให้ ซาร์รี่ ต้องครุ่นคิดต่อไปอีกยาวๆ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องปวดหัวที่โค้ชหลายคนชื่นชอบ

การมีทางเลือกย่อมดีกว่าใช้รูปแบบเดิมๆ ไปตลอดอยู่แล้ว เช่นเดียวกับนักเตะเองที่ท้าทายไม่แพ้กัน

โควาซิชต้องสู้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของแท้ ส่วนในรายของ บาร์คลี่ย์ ก็ต้องพิสูจน์ว่าเบอร์ 8 ที่เขาสวมใส่ดีพอที่จะทำให้คนเรียกว่า “แฟร้งค์ แลมพาร์ด คนต่อไป” ได้หรือไม่?

post

ยูเวนตุสทุ่ม65ล.ปอนด์ล่าแรชฟอร์ด

ถือว่าเป็นข่าวที่ผู้คนติดตามกันค่อนข้างมาก สื่อดังปูด “ม้าลาย” ยูเวนตุส พร้อมทุ่มเงิน 65 ล้านปอนด์ หวังกระชากตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด หัวหอกดาวโรจน์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมก๊วน แต่คาด “ปีศาจแดง” คงไม่เล่นด้วย

ยูเวนตุส ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมที่จะยื่นข้อเสนอเงินจำนวน 65 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,925 ล้านบาท) ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พิจารณา เพื่อขอซื้อตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งเลือดผู้ดี มาเสริมทัพ ตามรายงานจาก เดอะ ซัน สื่อชื่อก้อง เมื่อวันพุธที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

แรชฟอร์ด ไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทัพ “ปีศาจแดง” ได้ นับตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาคุมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2016 แถมยังถูก “เฮียมู” วิจารณ์ถึงเรื่องฟอร์มการเล่นบ่อยครั้ง จนเชื่อกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะยอมพิจารณาขาย ดาวเตะวัย 20 ปี ออกจากทีม

เดอะ ซัน ระบุว่า ยูเวนตุส กำลังจับตาดูสถานการณ์ของ แรชฟอร์ด อย่างใกล้ชิด และเตรียมที่จะยื่นข้อเสนอไปทาบทามขอซื้อจาก แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ ถึงแม้มีแนวโน้มสูงที่ “ปีศาจแดง” จะปัดทุกข้อเสนอทิ้ง

ปัจจุบัน แรชฟอร์ด ซึ่งเพิ่งทำ 1 ประตูช่วยทีมชาติอังกฤษ บุกไปพิชิต สเปน 3-2 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม เหลือสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด อีก 2 ปี และมีออปชั่นที่จะขยายออกไปอีก 12 เดือนด้วย

5 เรื่องที่ต้องรู้ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเชือด ไบรท์ตัน

ลิเวอร์พูล ยังทำได้ดีอีกครั้ง เมื่อพวกเขาเอาชนะ ไบรท์ตัน ได้ 1-0 จากประตูเดียวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในครึ่งแรก ส่งผลให้พวกเขาเป็นทีมแรกที่ชนะรวด 3 นัด กลับไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราวแทน แมนฯ ซิตี้ ที่เสมอไปก่อนหน้านี้ ส่วน ไบรตัน ร่วงไปอยู่ที่ 12 มี 3 คะแนน

  •  เดี๋ยวทุกคนก็ลืม คาริอุส

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น ลิเวอร์พูล กำลังจะปล่อยตัว ลอริส คาริอุส อดีตมือ 1 ทีมให้กับ เบซิคตัส ยืมตัวไปเล่นในลีกตุรกี 1 ฤดูกาล ซึ่งข่าวดังกล่าวดูจะสร้างความตกใจให้แฟนบอล หงส์แดง อยู่เหมือนกัน เพราะใคร ๆ ก็คิดว่า คาริอุส อาจจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในบอลถ้วยฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของ อลิสซอน ในเกมนี้ดูท่าจะทำให้ทุกคนลืมความสงสารต่อ คาริอุส ไปได้เลย เขาเล่นบอลอย่างมั่นใจ กล้าออกมาตัดบอลนอกกรอบประตูแบบโกลสมัยใหม่ แม้จะมีจังหวะเกือบผิดพลาด 2-3 ครั้ง แต่เขาก็ยังตัดบอลแจ่ม ๆ ชดเชยได้อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะการกระดกบอลหลบผู้เล่น ไบรตัน นั่นแหละ

  •  สเตอร์ริดจ์ คือไม้ตาย

ในยามที่สามประสานเริ่มหมดมุก การส่ง แดเนียล เสตอร์ริดจ์ คือทางแก้ชั้นเยี่ยมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะช่วยให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล คงความอันตรายต่อไปจนจบเกม

สเตอร์ริดจ์ ถูกส่งลงมาแทน มาเน ในช่วงกลางครึ่งลัง หลังจากที่กองหน้าชาว เซเนกัล เริ่มทำอะไรคู่แข่งไม่ได้ และไม่กี่นาทีต่อมา สเตอร์ริดจ์ ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ทันที เขาเล่นกับ เฮนเดอร์สัน และ มิลเนอร์ ได้ดี ช่วยให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล กลับมาสดใสอีกครั้ง และเกือบจะทำประตูได้ด้วยในเกมนี้ หากไม่ใช่ว่า แม็ต ไรอัน นั้นทำหน้าที่ได้ดีเหลือเกิน หากเขาถูกส่งลงมาเร็กว่านี้ ลิเวอร์พูล อาจได้ประตูเพิ่มอีกลูกก็เป็นได้

  •  ซาลาห์ ยังต้องปรับอีกเล็กน้อย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นคนที่ได้โอกาสทำประตูมากที่สุดคนนึงในฤดูกาลที่แล้ว แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่สไตรเกอร์ตั้งแต่แรก ทำให้เขามักยิงพลาดอยู่บ่อย ๆ แม้จะเป็ดางซัลโวสูงสุดของลีกก็ตาม

ในเกมนี้ก้เช่นกัน ซาลาห์ ใช้โอกาสแรกของเขาเปลี่ยนเป็นประตูขึ้นนำให้ทีมทันที แต่เขาน่าจะยิงได้อีกซักลูกสองลูกด้วยซ้ำในเกมนี้ หากไม่ยิงนกตกปลาไปเสียก่อน

โดยเฉพาะในท้ายครึ่งหลังที่มีโอกาสยิงในเขตโทษแบบไม่มีใครกดดันแล้วแท้ ๆ แต่เจ้าตัวดันยิงออกไปไหนไม่รู้ ชนิดที่ไม่ต้องลุ้นให้ แม็ต ไรอัน เซฟด้วยซ้ำ

  •  เกมกลางสนาม – ความแตกต่างระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ยูไนเต็ด

ไบรท์ตัน ทำได้ดีทีเดียวในการต้านเกมรุกของ ลิเวอร์พูล หากไม่นับจังหวะที่พวกเขาพลาดกันเองจนเสียประตูขึ้นนำ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ ไบรตัน ไม่สามารถเล่นเกมสวนกลับใส่ ลิเวอร์พูล แบบที่ทำกับ แมนฯ ยู ได้ก็คือเกมกลาวสนาม

ในเกมที่แล้ว สามประสาน ป็อกบา, เปเรย์รา และ เฟร็ด ดักบอลกลางสนามไม่ได้เลย แถมแนวรับคู่กลางอย่าง ไบญี กับ ลินเดเลิฟ ก็ไม่สามารถเก็บบอลได้อีกด้วย นั่นทำให้ ไบรตัน สามารถเจาะ แมนฯ ยู ได้ถึง 3 ประตูในครึ่งแรก ในขณะที่เกมนี้ ลิเวอร์พูล สามารถต้านเกมสวนกลับของ ไบรตัน ไม่ให้สวนกลับได้ทันควัน เริ่มตั้งแต่สามประสานแดนหน้าที่คอยไล่บอลไม่หยุดจน ไบรตัน ออกบอลยาก แถมสามกองกลางอย่าง เกอิต้า, มิลเนอร์ และ ไวจ์นัลดุม ยังขยันไล่บอลสุด ๆ ผิดกับ เฟร็ด, ป็อกบา และ เปเรย์รา ที่ขยับน้อยกว่ากันเยอะ ท้ายที่สุด ฟาน ไดจ์ค กับ โกเมซ นั้นเล่นได้นิ่งมาก ๆ และสามารถตัดบอลได้เกือบทุกครั้ง หากใครซักคนในทีม ลิเวอร์พูล เล่นพลาดไปแม้แต่นิดเดียว พวกเขามีสิทธิ์ลงเอยแบบเดียวกันกับที่ แมนฯ ยู เจอมาแล้วก็เป็นได้

  •  วินัยเกมรับ (และโชคอีกนิดหน่อย) คือปัจจัยที่ทำให้ทีมเล็กสู้ทีมใหญ่ได้

แม้พวกเขาจะแพ้ในเกมนี้ แต่ ไบรท์ตัน สมควรได้รับคำชมทีเดียวที่สามารถหยุดการต่อบอลของสามประสาน ลิเวอร์พูล ได้เกือบอยู่หมัด และช่วยให้พวกเขาเสียประตูไปเพียงลูกเดียวในเกมนี้

ลิเวอร์พูล พยายามเดินหน้าต่อบอลกันตั้งแต่นาทีแรก แต่หลาย ๆ จังหวะ พวกเขาไม่สามารถที่จะหาช่องจบสกอร์หรือทะลุเข้าพื้นที่อันตรายได้ ส่วนบางจังหวะที่พวกเขาได้โอกาสจบสกอร์ ลิเวอร์พูล ก็ทำพลาดกันเอง เช่นจังหวะโหม่งของ มาเน ในครึ่งแรก หรือโอกาสของ ฟีร์มิโน และ ซาลาห์ ในครึ่งหลัง และท้ายที่สุด การเซฟอันยอดเยี่ยมของ ไรอัน ก็ช่วยทีมได้เช่นกัน และประตูทีเสียไปในครึ่งแรกก็มาจากความผิดพลาดที่พวกเขาเสียบอลในแดนตัวเองจนโดนโต้กลับในที่สุด หากพวกเขาไม่เสียบอลจังหวะนั้น ไบรตัน อาจทำเรื่องช็อคสองนัดติดก็เป็นได้