เจ้าหนูช้างศึกทีมชาติไทย U15 ถล่มบรูไน7-1

ทีมชาติไทยชุด ยู-15 ไล่ถล่ม บรูไน 7-1 เก็บ 3 แต้ม ศึกชิงแชมป์อาเซียน 2019 เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่สนามสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชลบุรี

นัดที่สองของฟุตบอลชิงเเชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี วันที่ 30 ก.ค. 62 เป็นการพบกันระหว่าง ไทย เจอกับ บรูไน โดยที่นัดเเรกไทยเจอทีมชาติลาว เอาชนะมาได้ 2-1 ส่วนทีมชาติบรูไนพ่ายทีมชาติมาเลเซีย 8-0 ส่วนผู้เล่นทีมชาติไทยในเกมนี้ โค้ช ซัลบาดอร์ บาเลโร การ์เซีย ได้ปรับผู้เล่นหลายตำแหน่ง

เริ่มเกมมาได้ 3 นาที ทีมชาติไทย U15 ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุม สิทธา บุญหล้า เปิดบอลให้ ธีร์กวิน จันทร์ศรี กัปตันทีมโหม่งเข้าไปเป็นประตูออกนำ ต่อมาในนาทีที่ 12 ชนภัช บัวพันธ์ เปิดบอลจากแดนหลังกองหลังบรูไนสกัดบอลไม่ดีบอลไปเข้าทาง วงศ์วรรธน์ เจริญทวีสุข  วิ่งเข้ามายิงไกลบอลตุงตาข่าย ไทยนำ 2-0  นาทีที่ 18 อนุชา โสมณวัตร์ ยิงให้ไทยนำเป็น 3-0 นาทีที่ 26 ไทยได้เตะมุมและยิงเข้าไปได้ นำห่างเป็น 4-0

นาทีที่ 35 แนวรับบรูไนสกัดพลาดบอลมาเข้าทาง คคนะ คำยก วิ่งมาตะบันด้วยขวา บอลตุงตาข่าย ไทย U15 นำห่างเป็น 5-0 มาถึงช่วงทดเวลาบาทเจ็บครึ่งแรก บรูไน ตีไข่แตกจาก  ไซยาเฮอรูน อัฟเฟนดี้ เป็น 5-1  ครึ่งหลังไทยเปลี่ยนผู้เล่นหลายตำแหน่ง และก็เป็น มินฮาร์ท กาดีโรจน์ โฆม่งบอลเข้าไป ไทย U15 นำห่างเป็น 6-1 และช่วงท้ายเกมส์ มินฮาร์ท กาดีโรจน์ มาทำประตูให้กับไทยเราเป็น 7-1

จบเกมทีมชาติไทย U15 ชนะไป 7-1 เก็บเพิ่ม 3 แต้ม ผ่านมา 2 นัด มี 6 คะแนน เท่ากับมาเลเซียและออสเตรเลียแต่ประตูได้เสียเป็นรอง มาเลเซีย จึงทำให้ไทยตกมาเป็นอันดับสองของกลุ่ม

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี 2019 ไทยอยู่กลุ่ม บี ร่วมกับ มาเลเซีย, สปป.ลาว, กัมพูชา, บรูไน และออสเตรเลีย ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันของช้างศึกยู-15 มีดังนี้
ไทย พบ กัมพูชา ที่สนามสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชลบุรี วันที่ 1 สิงหาคม 2562 เวลา 18.00 น., ออสเตรเลีย พบ ไทย ที่สนามสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชลบุรี วันที่ 3 สิงหาคม 2562 เวลา 18.00 น., ไทย พบ มาเลเซีย ที่สนามสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชลบุรี วันที่ 5 สิงหาคม 2562 เวลา 18.00 น.

post

อาชีพนักฟุตบอลมีดีอย่างไร

บทความนี้จะเป็นการเขียนถึงแนวทางการฝึกฝนเพื่อให้ได้เป็นนักฟุตบอลที่ดีและเก่งนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสำหรับตัวนักฟุตบอลที่เริ่มฝึกหรือฝึกแล้วยังไม่ดีพอ เมื่อได้อ่านบทความนี้อาจจะใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลได้

แต่ก็อยากจะให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านนั้นได้ถามใจตนเองดูให้ดีก่อนว่าต้องการที่จะเล่นฟุตบอลเพื่ออะไร เช่น เพื่อสุขภาพ, สร้างความสนุกสนาน, เล่นฟุตบอลเพื่อความสำเร็จในระดับท้องถิ่นเท่านั้นไม่มีเป้าหมาย, อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพเพื่อดูแลครอบครัว เป็นต้น

ถ้าคุณกำลังคิดแค่ว่าเล่นฟุตบอลเพื่อสุขภาพและความสนุกก็ไม่จำเป็นต้องคิดมากหรือจริงจังอะไรมากมาย เพราะคุณไม่จำเป็นจะต้องพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้นก็ได้ แต่ถ้าการเล่นฟุตบอลของคุณนั้นทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อที่จะดูแลตนเองและครอบครัว ต้องการมีชื่อเสีย คุณก็ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเท กับการเล่นฟุตบอลเป็นอย่างมาก

จริงอยู่ที่เมื่อมองย้อนไปในอดีตคนจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับอาชีพนักฟุตบอล เพราะคิดว่าการเป็นนักฟุตบอลนั้นไม่ได้ดีเหมือนทำอาชีพอื่น แต่ในยุคนี้วงการฟุตบอลต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเองก็ได้เกิดความเฟื่องฟูอย่างมากกับการทุมเทให้กับกีฬาชนิดนี้ เพราะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพนั้นสามารถทำเงินได้จำนวนมาก สามารถที่จะทำให้มีฐานะที่มั่นคงได้ ทั้งยังทำให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอีกด้วย

ตัวอย่างนักกีฬาฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จนั้นก็มีให้เห็นกันเยอะแยะทั้งของไทยและต่างชาติ นักเตะระดับโลกหลายคนเริ่มจากการเป็นเด็กยากจนบ้าง ครอบครัวลำบาก เตะบอลข้างถนนบ้าง แต่เพราะพวกเขาเชื่อและตั้งใจทำในสิ่งนั้นพวกเขาก็ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง และกลายเป็นฟุตบอลระดับโลก มีค่าตัวแพงมากบางคนระดับพันล้านก็ยังเคยมีมาแล้ว ดังนั้นใครที่สนใจในกีฬาชนิดนี้จริงๆ ก็ควรที่จะตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ อย่าท้อถอย เพราะสักวันหนึ่งคุณอาจจะกลายเป็นนักฟุตบอลระดับโลกได้

post

มูลค่าฟุตบอลไทยในสายตาผู้บริหาร

วันนี้มาพูดถึงเรื่องฟุตบอลไทย เพราะทุกวันนี้ฟุตบอลไทยเริ่มดีขึ้นและเป็นที่รู้จักของประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มรู้จักไปทั่วเอเชีย ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะในอนาคตนั้นฟุตบอลไทยต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน แต่เมื่อฟุตบอลไทยเริ่มโตขึ้นสิ่งที่จะตามมาก็คงเป็นเรื่องของผู้ที่ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้นั้นมีมูลค่าที่สูงมาก

ถ้าจะเทียบก็คงเท่ากับที่จะมอบให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯประเทศไทยฯ ซึ่งนั้นก็เป็นแนวทางที่ดีเพื่อเป็นการขยายโอกาสให้ฟุตบอลไทย จะว่ากันตรงๆ ก็คงเป็นเรื่องของรายได้ที่มหาศาล จึงทำให้มีหลายเจ้าที่เสนอตัวเข้ารับงานนี้ แต่สมาคมก็ต้องมีการเลือกและพิจารณาให้ดี เพราะถ้าเลือกไม่ดีอาจจะไปโดนพวกที่ชอบแสวงหารายได้ เรื่องนี้จะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ เพราะอาจจะมีผลต่อภาพลักษณ์ฟุตบอลไทยในอนาคต

เมื่อเลือกมาแล้วก็ต้องเลือกอันที่จะดีและอยู่ได้นาน ผู้นำและผู้บริหารของสมาคมฟุตบอลไทยก็วางโครงสร้างในเรื่องของสิทธิประโยชน์ให้บริษัทที่จะเข้ามาทำงานเรื่องนี้ได้เข้ามาศึกษาในเรื่องของธุรกิจต่างๆ ให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อที่จะได้กำหนดเป้าหมายไปในแนวทางที่ถูกต้อง เพราะบริษัทที่จะเข้ามาทำงานนี้จะต้องเป็นตัวสำคัญ เพราะได้ได้ของสมาคนฟุตบอลก็ต้องขึ้นอยู่กับการนำเสนอ

ถ้าทำได้ดีก็ยิ่งจะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือ มั่นอกมั่นใจในทีมฟุตบอลของไทยมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะจะเป็นการดึงรายได้เข้าสู่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ การทำงานอย่างดีทำให้ทุกคนเห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ที่เน้นที่สุดก็คงจะเป็น การศึกษามูลค่าการตลาดของฟุตบอลไทยว่าจะเป็นไปในแนวทางใด เมื่อบอลไทยเริ่มดีขึ้นการโฆษณาก็ต้องดีขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อเป็นทีมฟุตบอลที่ดี ได้รับการนำเสนอไปในทางที่ดี ย่อมทำให้มีผู้ที่อยากจะสนับสนุนเข้ามาเยอะขึ้น

post

บาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าวเรื่องที่กำลังติดตามดูฟอร์มหนึบของ จอร์แดน พิคฟอร์ด

 

เมื่อบาเยิร์น มิวนิค ตกเป็นข่าวเรื่องที่กำลังติดตามดูฟอร์มหนึบของ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน และทีมชาติอังกฤษ ในช่วงฟุตบอลโลก 2018 ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-15 กรกฎาคมนี้ ที่ประเทศรัสเซีย หลังจากที่ส่งสายลับแอบไปดูลีลาการเฝ้าเสากับต้นสังกัดมาตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมาไปก่อนหน้านี้แล้ว

เดอะ ซัน สื่อดังเมืองผู้ดีได้รายงานข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า “เสือใต้” กระทำการดังกล่าวเนื่องจากหวั่นเกรงอนาคตของ มานูเอล นอยเออร์ มือกาวหมายเลข 1 ของตนเอง ที่หายหน้าหายตาไปนาน 8 เดือน หลังจากที่มีอาการเจ็บเท้า ทั้งๆ ที่ ณ ปัจจุบัน นอยเออร์ ก็ยังคงติดโผทีมชาติเยอรมันชุดเวิลด์คัพฉบับหมีขาว เนื่องจากกุนซือ โยอาคิม เลิฟ ยังคงไว้วางใจเหมือนเดิมนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น สเวน อูลริช นายด่านสำรอง ยังทำพลาดมหันต์ส่งผล บาเยิร์น ตกรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยน้ำมือของ เรอัล มาดริด จึงทำให้แชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่ปรารถนาจะเจอะเจอเรื่องเศร้าแบบเดิมๆ อีก โดยมองว่า พิคฟอร์ด นี่แหละคือเป้าหมายอันดับ 1 หลังพัฒนาการโดดเด่นตั้งแต่ย้ายมาจาก ซันเดอร์แลนด์ ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,290 ล้านบาท) ในซีซั่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายด่าน “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” วัย 24 ปี ดูเหมือนจะได้เป็นโกลมือ 1 “สิงโตคำราม” ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งน่าจะมีโอกาสสร้างความประทับใจให้ บาเยิร์น ได้อีกมากโขเลยทีเดียว รายงานระบุว่า เอฟเวอร์ตัน น่าจะต้องการค่าตัวมากกว่าที่จ่ายไปราวๆ หนึ่งเท่าตัว หรือ 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,580 ล้านบาท) และ บาเยิร์น น่าจะพร้อมสู้ราคา โดยเฉพาะหากมีทีมไหนรับเซ้ง นอยเออร์ ไปร่วมทีมต่อไป

post

ข่าวด่วน!ลิเวอร์พูลเตรียมส่งโจ โกเมซเข้าผ่าตัดแล้ว

ข่าวด่วน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้ตัดสินใจส่งตัว โจ โกเมซ ปราการหลังของทีมเข้ารับการผ่าตัดแล้ว ภายในหลังอาการกระดูกขาร้าวของเขาฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากว่าที่คิดกันเอาไว้เยอะ

ทาง ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตัดสินใจส่งตัว โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของทีม เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกขาร้าว หลังเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บพักยาวมา โดยดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ได้รับบาดเจ็บตรงจุดดังกล่าวจากเกมลีกนัดที่ ลิเวอร์พูล บุกไปชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-1 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้เอง

อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บของ โจ โกเมซ ดูจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากว่าที่คาดคิดเอาไว้ จนถึงขนาด เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีม ออกมายอมรับว่า ลูกทีมของเขาอาจจะถึงขั้นจำเป็นต้องรับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการกระดูกขาร้าว

ซึ่งตอนนี้สโมสรก็ได้ตัดสินใจ ดำเนินการขั้นตอนนี้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเชื่อว่าหลังการผ่านตัดจะได้เห็น กองหลังดาวรุ่งคืนทีมได้ก่อนจบซีซั่น

post

เปิดใจน้ำตาคลอเบ้ากับ “ชนานันท์”

“ชนานันท์” เปิดใจน้ำตาคลอเบ้าหลังเป็นแพะทีมชาติไทยจอดรอบ16ทีม!!

ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาคลอเบ้า  ชนานันท์ ป้อมบุปผา ภายหลังตกเป็นแพะรับบาป จากการลงสนามใน น.63 แทนที่ ศุภชัย ใจเด็ด จนโดนถูกมองว่าเป็นเหตุให้ ทัพช้างศึก แพ้ จีน 1-2 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย กระทั่งโดนโลกโซเชียลอัดยับ ลามไปถึงไอจีส่วนตัว

กล่าวทั้งน้ำตาว่า “ผมต้องขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง จนทีมชาติไทยไม่ได้ไปต่อ เพราะผมเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผมต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ทั้งครอบครัว ตลอดจนถึงเพื่อนๆร่วมทีมชาติไทยทุกคน อย่างที่บอกครับว่าผมเศร้าเหมือนกันที่ทีมต้องตกรอบ”

และ “ถึงตอนนี้ผมมีความเสียใจอย่างมาก และจะขอเก็บไว้เป็นบทเรียนต่อไป เพื่อที่เราจะได้พัฒนาตัวเองให้มากขึ้น ผมไม่โกรธในเรื่องที่แฟนบอลเข้ามาว่าผมในไอจี เพราะว่าเมื่อทีมแพ้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ อาจเป็นเพราะทีมชาติไทยโดนตั้งความหวังไว้เยอะมาก ทว่าผมเองก็เต็มที่ทุกอย่างแล้วครับ”

เปิดใจทั้งน้ำตา “ชนานันท์” ขอโทษแฟนบอล จะกลับไปพัฒนาตัวเอง

post

ลิเวอร์พูลวืดแชมป์ลีก

อยู่ดีๆ แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขวา “ปีศาจแดง” ก็พูดความในใจถึงเหตุการณ์ที่ “เดอะ ค็อป” อยากจะลืมในเกมที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกัปตันทีม “หงส์แดง” ลื่นล้มจนสุดท้ายวืดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฟันธงคนอื่นก็ผิด

แกรี่ เนวิลล์ ตำนานกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยความในใจที่ปิดบังซ่อนเร้นมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณีที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล พลาดท่าลื่นล้มในเกมปะทะ เชลซี เมื่อปี 2014 ที่สนาม แอนฟิลด์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้น “หงส์แดง” พลาดตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2013-14 ไปในบั้นปลาย

ขณะที่กำลังเสมอกันอยู่ 0-0 จู่ๆ เจอร์ราร์ด ก็สูญเสียการครองบอลกลางสนาม เปิดโอกาสให้ เดมบ้า บา กองหน้าชาวเซเนกัล ฉกลูกบอลเข้าไปยิงผ่านมือ ซิมง มิโญเล่ต์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเบลเยียม ตุงตาข่ายท้ายครึ่งแรก

ก่อนจะลงเอยด้วยชัยชนะของ “สิงห์บลูส์” 2-0 โดย วิลเลี่ยน ปีกทีมชาติบราซิล ซัดปิดกล่องช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+4

ขณะที่ “สตีวี่ จี” ต้องแบกรับเสียงตำหนิอื้ออึงมาตลอดนั้น อดีตแบ็กขวา “ปีศาจแดง” กลับเชื่อว่า มิโญเล่ต์ น่าจะทำได้ดีกว่านั้น พลางฟันธงเปรี้ยงว่าหากตอนนั้น ลิเวอร์พูล มีนายด่านอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบ “เซเลเซา” ก็คงจะเซฟเอาไว้ได้โดยละม่อมไปแล้ว

กูรูลูกหนังคนดังกล่าวผ่านรายการ มันเดย์ ไนท์ ฟุตบอล ทางช่อง สกาย สปอร์ตส์ ว่า “ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ เพราะตอนนั้นมันถือว่าเป็นแผลลึกสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด โดยส่วนตัวเลยทีเดียว”

“ผมคิดว่านายประตูคนนั้นควรจะทำได้ดีกว่านั้นนะ ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน ถ้ามีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้แล้ว ผมคิดว่า อลีสซง น่าจะเซฟได้ ผมคิดว่ามีโอกาส 8 จาก 10 ที่เขาจะป้องกันเอาไว้ได้ ผมคิดว่ามันเป็นลูกยิงทื่อๆ ของ เดมบ้า บา ผมไม่คิดว่าเขาดูจะมั่นใจอะไรเลย มันเข้าไป และไม่มีใครเคยโทษ มิโญเล่ต์ สำหรับประตูนั้นเลย”

“ผมไม่คิดว่าคุณจะไปตำหนิอะไรเขาได้ ผมไม่คิดว่าคุณจะพูดได้หรอกนะว่าเขาผิด แต่ อลีสซง น่าจะเซฟลูกนั้นได้” เนวิลล์ผู้พี่ ทิ้งท้าย

post

ฟิออเรนติน่า หวังเซ็น “มาร์โควิช” ร่วมทัพในซัมเมอร์หน้านี้

      ตามรายงานของ สกายสปอร์ต นั้น เนื่องด้วย ฟิออเรนติน่า ทีมดังแห่ง เซเรียอา ยังคงมีความสนใจที่จะคว้าตัวนักเตะที่ถูกลืมของ ลิเวอร์พูล อย่าง ลาซาร์ มาร์โควิช มาร่วมทีม

        เรื่องราวมีอยู่ว่า มาร์โควิช ไม่ได้อยู่ในแผนของ เยอร์เกน คล็อปป์ อย่างชัดเจนหลังถูกส่งไปยืมตัวหลายฤดูกาลติดต่อกัน

ไม่ก็ต้องไปเล่นกับทีมสำรองของสโมสร ดังนั้นหากเขาอยากลงสนามกับทีมชุดใหญ่ก็จำเป็นต้องย้ายทีมเท่านั้น

    และซึ่งในตอนนี้กองกลางชาวเซิร์บเองก็กำลังเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ชุดยู-23 หลังจากที่เพิ่งพลาดย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

            ในขณะที่ มาร์โควิช เองก็กำลังจะหมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล ในช่วงหลังจบฤดูกาลนี้ ทำให้เขาจะสามารถตกลงกับสโมสรต่างประเทศได้ในช่วงเดือนมกราคมเลย

              ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามหากเลือกย้ายไป ฟิออเรนติน่า ก็เชื่อว่า มาร์โควิช เองก็จำเป็นจะต้องลดค่าเหนื่อยของตัวเองลงด้วย เนื่องจากสโมสรในอิตาลีไม่ได้เงินถุงเงินถังเหมือนทีมในพรีเมียร์ลีก นั่นเอง

post

รอสส์ บาร์คลี่ย์ จะแย่งตัวจริงเชลซีได้หรือไม่

ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเขาจะแย่งตัวจริงจาก มาเตโอ โควาซิช ได้หรือไม่

    ใครที่ติดตามกัลโช่ เซเรีย อา น่าจะพอทราบมาบ้างว่า เมาริซิโอ ซาร์รี่ เป็นกุนซือที่ไม่เน้นโรเตชั่นเท่าไหร่

หากมี 11 ผู้เล่นในดวงใจเขามักจะยึดชุดเดิมไม่ค่อยเปลี่ยน ยกเว้นมีคนบาดเจ็บหรือไม่ฟิตค่อยว่ากัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการคุม เชลซี คงยังห่างไกลเรื่องการยึด 11 ตัวจริงแบบตายตัว โดยเฉพาะตำแหน่งมิดฟิลด์

ก่อนอื่นต้องอธิบายบทบาทมิดฟิลด์ในแผนของ ซาร์รี่ ก่อนว่าเป็นอย่างไร?

จอร์จินโญ่ คือคนที่ยังไงเสียก็ไม่มีทางโดนดร็อป เพราะเปรียบเสมือนตัว ซาร์รี่ ที่ลงไปเล่นเองในสนาม

หน้าที่ของเขาคือคุมจังหวะเกม และพยายามผ่านบอลในจังหวะที่ใช่ นอกจากนี้ สกายสปอร์ตส์ ยังเคยทำบทวิเคราะห์ด้วยว่า จอร์จินโญ่ ไม่ได้แค่ผ่านบอลอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนออกคำสั่งเพรสซิ่งในแดนกลางด้วย

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ปรับบทบาทจากกองกลางตัวรับมาเป็น บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ ซึ่งยังต้องปรับเรื่องเกมรุกอีกหน่อย แต่โดยรวมมีทิศทางที่ดีและต้องยึดตัวจริงเหมือนจอร์จินโญ่

ทว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกมเนี่ยแหละที่เลือกลำบากมาก เพราะต้องแข่งกันระหว่าง มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์

ช่วงปรีซีซั่นทีมเริ่มต้นด้วย บาร์คลี่ย์ แต่พอยืมตัว โควาซิช มาจากเรอัล มาดริด ทำให้มิดฟิลด์ชาวโครแอตยึดตัวจริงได้สำเร็จ โดยเป็นตัวจริงไปแล้ว 6 นัด

ข้อดีของ โควาซิช คือเป็นมิดฟิลด์ที่เล่นเนียนตา มีทักษะการเลี้ยงบอลที่ดี ผ่านบอลไม่หวือหวาแต่ก็ทำให้เพื่อนเล่นง่าย หรือจะเป็นทักษะเกมรับที่พัฒนาขึ้นมาจากการเล่นให้ราชันชุดขาว

โควาซิช เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลจากการเป็นเชิงรุกเต็มตัวเลยนะครับ เรียกว่าบ้าเลี้ยงหนักมาก แต่มาปรับสไตล์ตอนเป็นลูกทีมซีเนดีน ซีดาน เนี่ยแหละ

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะเล่นได้ไหลลื่นจน เชลซี มีสถิติครองบอลต่อเกมมากเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก (เป็นรองแค่เรือใบสีฟ้า) ทว่าจุดอ่อนของ โควาซิช คือการมีอิมแพคต่อเกมครับ

เล่นดีและช่วยเพื่อนได้ทุกเวลา แต่หากต้องถามถึงสกอร์หรือแอสซิสต์จากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกม ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่จุดเด่นเท่าไหร่

เชื่อหรือไม่ว่าสมัยอยู่ มาดริด เจ้าตัวกระทุ้งตาข่ายในลา ลีกา สเปน 1 ประตูเท่านั้น จากการลงสนาม 63 นัด ส่วนแอสซิสต์ก็ผลิตออกมาแค่ 6 ครั้ง

จุดนี้ต้องบอกว่าน้อยจริงแหละครับ เพราะหากดูจากตำแหน่งเดียวกันในสมัยที่ ซาร์รี่ เป็นเทรนเนอร์นาโปลี ปรากฏว่า มาเร็ค ฮัมซิค ซัลโวไปถึง 25 ประตู จากการลงเล่น 3 ฤดูกาลในยุคของซาร์รี่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสให้ บาร์คลี่ย์ ได้พิสูจน์ตัวเองบ้าง หลังจากที่สภาพร่างกายกลับมาฟิตสมบูรณ์

บาร์คลี่ย์ เป็นมิดฟิลด์ที่สามารถมีชื่อบนสกอร์บอร์ดทั้งคนยิงประตู หรือแอสซิสต์ได้ทุกเวลา

สมัยเล่นให้ เอฟเวอร์ตัน เขาคือศูนย์กลางของทีม, เล่นด้วยความมั่นใจ, กล้าเลี้ยงบอลแหวกคู่แข่ง และมีทีเด็ดคือยิงไกลตัดสินผลแข่งขันได้

สถิติเมื่อเล่นให้ เชลซี แบบร่างกายสมบูรณ์จึงเปลี่ยนออกมาเป็น 3 ประตู 3 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้

จังหวะการเล่นไม่เนียนตาเท่าโควาซิช แล้วก็ไม่สามารถคัฟเวอร์เพื่อนได้ทุกเวลา แต่หากต้องถามถึงการสร้างความแตกต่างให้ทีม บาร์คลี่ย์ ดูจะเด่นกว่า โควาซิช พอสมควร

เกี่ยวกับฟอร์มที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ เลยมีกูรูหลายคนที่ออกมาชื่นชม ซึ่งผมค่อนข้างชอบ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่วิจารณ์เฉียบขาด

คาร์ราเกอร์ บอกว่าสมัยเล่นให้ทอฟฟี่สีน้ำเงิน บาร์คลี่ย์ มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ เช่น จังหวะที่ควรส่งก็เลือกเลี้ยงบอล หรือบางจังหวะที่ควรลากลุยเข้าไปก็ดันส่งง่ายๆ แทน แต่เวลานี้ บาร์คลี่ย์ ตัดสินใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีความฟิตที่มากกว่าเก่าด้วย

ตำนานกองหลังหงส์แดงยังบอกด้วยว่า หากวัดกันที่ความสามารถล้วนๆ บาร์คลี่ย์ ดูดีกว่า เจสซี่ ลินการ์ด หรือเดเล่ อัลลี่ ด้วยซ้ำไป แต่จำเป็นต้องปรับสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งเหมือนที่ ลินการ์ด และอัลลี่ สอบผ่านไปแล้ว ซึ่งหากสามารถปรับเรื่องนี้ได้ บาร์คลี่ย์ จะเป็นนักเตะที่อังกฤษขาดไม่ได้ในอนาคต

ซาร์รี่ เองก็ชื่นชมหลังจบเกมที่ เชลซี บุกไปถล่มเบิร์นลี่ย์ 4-0 เช่นกัน โดยระบุว่า บาร์คลี่ย์ เล่นเกมรับได้ดีขึ้น และเริ่มเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบแล้ว

เมื่อทุกอย่างออกมาดีแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า ในระยะยาว ซาร์รี่ จะเลือกใครเป็นตัวจริงระหว่าง บาร์คลี่ย์ หรือโควาซิช?

ฟอร์มเวลานี้ บาร์คลี่ย์ ดูดีกว่า แต่ประโยชน์ของ โควาซิช ก็ยังยากที่จะดร็อปเป็นตัวสำรอง

เบื้องต้นผมมองว่า ซาร์รี่ อาจเลือกใช้งานตามแท็กติกไปก่อน เช่น หากเป็นเกมที่ยึดอิทธิพลกลางสนามแข่งกันคงต้องใช้ โควาซิช มาคอยเชื่อมเกม แต่หากเป็นแมตช์ที่ต้องใช้มิดฟิลด์เติมขึ้นไปช่วยแนวรุกยิงประตูก็หยิบ บาร์คลี่ย์ ขึ้นมาใช้ได้

การแข่งขันแบบนี้ก็เหมือนตำแหน่งปีกที่หากต้องเน้นเลี้ยงบอลก็เลือก วิลเลี่ยน ลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งปีกขวา แต่หากต้องการเพิ่มมิติหุบเข้ามายิงประตูก็เลือก เปโดร โรดริเกซ ที่มีเซนส์การจบสกอร์สูงเป็นพิเศษ

ทว่าเมื่อผ่านไปสักพักต้องมีใครสักคนที่เป็นตัวจริงบ่อยครั้งกว่าอยู่แล้ว ซึ่งผมมองว่าจุดที่จะใช้ตัดสินระหว่าง บาร์คลี่ย์ กับ โควาซิช คือใครจะพัฒนาจุดด้อยได้ก่อนกัน?

หากมิดฟิลด์ชาวโครแอตยกระดับการยิงประตูหรือแอสซิสต์ได้เร็วก็มีโอกาสยึดตัวจริงกลับมาได้ หรือหาก บาร์คลี่ย์ พัฒนาเรื่องความเนียนตาและครองบอลให้เหนียวแน่นก็มีโอกาสได้เล่นเป็นตัวหลักต่อไป

ใครแก้จุดด้อยตัวเองได้เร็วกว่าก็คือคนที่ชนะใจซาร์รี่ได้ ซึ่งผมคิดว่าของแบบนี้พัฒนากันได้จริงๆ นะครับ เหมือนกับที่ ก็องเต้ มีพื้นฐานจากตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่พอได้เรียนรู้กับ ซาร์รี่ เพียงไม่กี่เดือนเขามีสถิติจ่ายบอลสร้างโอกาส 1.3 ครั้งต่อเกม เป็นรองเพียง วิลเลี่ยน และเอแด็น อาซาร์ เท่านั้น

บอกเลยว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวทำเกมคงเป็นเรื่องให้ ซาร์รี่ ต้องครุ่นคิดต่อไปอีกยาวๆ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องปวดหัวที่โค้ชหลายคนชื่นชอบ

การมีทางเลือกย่อมดีกว่าใช้รูปแบบเดิมๆ ไปตลอดอยู่แล้ว เช่นเดียวกับนักเตะเองที่ท้าทายไม่แพ้กัน

โควาซิชต้องสู้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของแท้ ส่วนในรายของ บาร์คลี่ย์ ก็ต้องพิสูจน์ว่าเบอร์ 8 ที่เขาสวมใส่ดีพอที่จะทำให้คนเรียกว่า “แฟร้งค์ แลมพาร์ด คนต่อไป” ได้หรือไม่?

post

ยูเวนตุสทุ่ม65ล.ปอนด์ล่าแรชฟอร์ด

ถือว่าเป็นข่าวที่ผู้คนติดตามกันค่อนข้างมาก สื่อดังปูด “ม้าลาย” ยูเวนตุส พร้อมทุ่มเงิน 65 ล้านปอนด์ หวังกระชากตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด หัวหอกดาวโรจน์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมก๊วน แต่คาด “ปีศาจแดง” คงไม่เล่นด้วย

ยูเวนตุส ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมที่จะยื่นข้อเสนอเงินจำนวน 65 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,925 ล้านบาท) ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พิจารณา เพื่อขอซื้อตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งเลือดผู้ดี มาเสริมทัพ ตามรายงานจาก เดอะ ซัน สื่อชื่อก้อง เมื่อวันพุธที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

แรชฟอร์ด ไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทัพ “ปีศาจแดง” ได้ นับตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาคุมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2016 แถมยังถูก “เฮียมู” วิจารณ์ถึงเรื่องฟอร์มการเล่นบ่อยครั้ง จนเชื่อกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะยอมพิจารณาขาย ดาวเตะวัย 20 ปี ออกจากทีม

เดอะ ซัน ระบุว่า ยูเวนตุส กำลังจับตาดูสถานการณ์ของ แรชฟอร์ด อย่างใกล้ชิด และเตรียมที่จะยื่นข้อเสนอไปทาบทามขอซื้อจาก แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ ถึงแม้มีแนวโน้มสูงที่ “ปีศาจแดง” จะปัดทุกข้อเสนอทิ้ง

ปัจจุบัน แรชฟอร์ด ซึ่งเพิ่งทำ 1 ประตูช่วยทีมชาติอังกฤษ บุกไปพิชิต สเปน 3-2 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม เหลือสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด อีก 2 ปี และมีออปชั่นที่จะขยายออกไปอีก 12 เดือนด้วย